หมอผู้เชียวชาญเผยเทคนิค พิชิตพุงพิชิตโรค แค่โยกย้ายส่ายเอวให้ได้ครั้งละ 10 นาที ขึ้นไป

องค์การอนามัยโลกระบุว่าการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ประชากรในโลกนี้เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในแต่ละปีกว่า 35 ล้านคน ในจำนวนนี้ร้อยละ 80 เกิดในประเทศกำลังพัฒนา แน่นอนว่าประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตเพราะการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ปีละมากกว่าหมื่นคนเลยทีเดียว

“กิจกรรมทางกาย”เป็นคำใหม่ ที่เพิ่งจะได้ยินกันมาไม่เกินสิบปีหลังนี้ ทำให้หลายคนอาจจะสงสัย ว่าต้องมีกิจกรรมแบบไหน ทำหนักเบาเท่าไร ต้องทำนานแค่ไหน ซึ่งถ้าว่ากันตามความหมายที่ WHO ให้นิยามไว้ คือ การเคลื่อนไหวอะไรก็ได้ที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยจะแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ 1.การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน 2.กิจกรรมทางกายที่อยู่ในการทำงาน 3.กิจกรรมนันทนาการในเวลาว่าง ทั้งวิ่ง การเดิน การเล่นกีฬาและ 4.นักกีฬา ที่ต้องซ้อมหรือออกกำลังเป็นประจำอย่างหนัก

รศ.นพ.ปัญญา ไข่มุก คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกระดูก ข้อ และวิทยาศาสตร์การกีฬา ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์ตรงที่ได้พบเจอมากับคนไข้ตลอดชีวิตของการเป็นหมอ

“ความจริงมันไม่ใช่เรื่องใหม่ พวกหมอๆนี่พูดกับคนไข้บอกกับคนไทยมาเป็นสิบเป็นร้อยปีแล้ว ว่าคุณต้องออกกำลังกายนะ คุณต้องลุกมาขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ผลก็คือคนไข้ก็รับปาก ค่ะๆๆๆ ครับๆๆ แต่พอกลับไปบ้านแล้วก็ลุกมาทำได้แป้บเดียว มันเหนื่อยใช่ไหม มันลำบาก มันไม่มีเวลา ไม่สะดวก ไม่มีอุปกรณ์ ฯลฯ สุดท้าย…ก็เลิกไปเกือบหมด จากสถิติพบว่า มีคนแค่ 30 % เท่านั้นที่ลุกมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองให้มีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น”

สิ่งที่คุณหมอกล่าวสะท้อนชัดเจนถึงคนในสังคมปัจจุบัน ปัญหาจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบ สิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น บวกกับคนไทยจำนวนมากที่ยังขาดความตระหนักในการดูแลตนเอง การรณรงค์ในเรื่องดังกล่าว จึงต้องเริ่มต้นด้วยการมองหาอะไรที่เข้าใจง่าย ชัดเจน ตรงไปตรงมา พยายามให้คนไทยรับสารนี้แบบง่ายที่สุด นั่นคือ “การมีกิจกรรมทางกาย10 นาทีขึ้นไป”

 

“ต้องบอกคนที่อยากมีสุขภาพดีให้ชัดเจนว่า 10 นาทีในที่นี้ หมายถึงกิจกรรมระดับ ‘ปานกลาง’ ขึ้นไป ถ้าเปรียบก็อาจจะเทียบได้กับการจ้อกกิ้ง คือวิ่งเหยาะๆ ไม่ใช่การเดินเล่นคือระดับ ‘เบา’ ไม่ใช่การวิ่งแข่งถึงเส้นชัยในปรู๊ดเดียวนั่นคือพวก ‘หนัก’ แต่จ้อกกิ้งหรือกิจกรรมอะไรที่ทำแล้วต่อเนื่องกัน ทำได้นาน ทำแล้วรู้สึกเหนื่อย มีเหงื่อซึมๆ ร้องเพลงเริ่มตะกุกตะกักนิดหน่อย พูดประโยคยาวๆเริ่มติดขัด ถ้าเหนื่อยระดับนี้ถือว่าใช้ได้

และที่ขอให้ทำ 10 นาที ขึ้นไป ก็เพราะมันจะเป็นเวลาที่ร่างกายนำเอาไขมันมาเผาผลาญสร้างเป็นพลังงาน ซึ่งต้องอย่าทำๆหยุดๆ เพราะถ้าปั่นจักรยานมา 4 นาที หยุดดูนกชมไม้ ร่างกายจะนับหนึ่งใหม่ หรือเต้นแอโรบิกมา 6 นาทีแวะกินน้ำนั่งคุยกับคนอื่น อ้าว นับหนึ่งใหม่อีกละ ไม่ถึง 10 นาทีหรือจุดที่จะเกิดการเผาผลาญไขมันเต็มๆเสียที ไม่ได้แปลว่าทำไม่ถึงแล้วจะเหนื่อยฟรีหรือสูญเปล่า เพียงแค่ว่ามันไปไม่ถึงจุดที่การเผาผลาญไขมันได้ทำงานเต็มที่ คุ้มค่าเหนื่อยของเรา”

คุณหมอยังไม่ลืมกล่าวทิ้งท้ายอีกด้วยว่า ถ้าเราหาเวลาได้ยาก ก็ทยอยทำแบบแบ่งชำระได้ คือสะสมไปแต่ขอให้อย่างน้อยนาน 10 นาทีขึ้นไปในทุกครั้ง ว่างเช้าก็ทำเช้า ว่างเย็นก็ทำเย็น รวมๆแล้วให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที พอเราแบ่งซอยภารกิจออกเป็นส่วนเล็กๆ คนที่ไม่ยอมออกกำลังกายมาก่อน กลัวเหนื่อย กลัวลำบาก กลัวทำไม่รอด ก็จะเริ่มมีกำลังใจ ฟังดูเหมือนง่าย แค่หาเวลานิดเดียวมาดูแลตัวเอง รักตัวเอง พอทำแล้วเห็นผลก็จะเริ่มอยากไปต่อ อยากคาดหวังผลมากขึ้น ซึ่งจะไปได้ไกลไปได้เร็ว ก็ต้องควบคู่กับการควบคุมอาหาร กินแบบ 2:1:1 คือ กินผักให้ได้มื้อละ 2 ส่วน โปรตีน 1 ส่วน แป้ง 1 ส่วน

 “ถ้าเราทำให้คนไทยลุกมาเผาไขมันได้ พุงก็จะลด โรคอื่นก็จะลดตาม คนไทยก็จะมีสุขภาพแข็งแรงกันถ้วนหน้า” ฟังคุณหมอพูดแล้ว รู้สึกเห็นความหวังเปล่งประกายวิบวับขึ้นมาทันที

 
กินแบบ 2:1:1 คืออะไร อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่  คลิกที่นี่
ยังมีเคล็ดลับ ลดพุง ลดโรค ดีๆ อีกมากมายที่ คลิกที่นี่
 

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำไมต้องผลักดันให้ผักนำ

เราถูกบอกมาตั้งแต่เด็กแล้ว ให้กินผักเยอะๆ กินแล้วดีมีประโยชน์ แต่ไม่น้อยก็รอดพ้นวัยเด็กมาโดยไม่ต้องกินผักก็ได้ และยังบอกว่า นี่ไงไม่กินก็ไม่เห็นเป็นอะไร และที่เขาว่าดี ก็เหมือนจะรู้นะแต่น่าจะอ้ำๆอึ้งๆเมื่อให้บอกว่า มันดียังไงกันแน่ มานี่มา จะพาไปดูว่า การกินผักที่บอกว่าดี มีดีอะไรบ้าง ..อ่านต่อคลิก

5 วิธีลดเสี่ยงสารเคมี ที่จะทำให้คุณกินผักได้ปลอดภัยแถมได้ประโยชน์

ผักและผลไม้ เป็นอาหาร 2 หมู่ ในอาหารหลัก 5 หมู่ของไทย แม้ว่าการกินผักและผลไม้ จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันโรคและความเสื่อมสภาพของเซลล์ แต่ถ้าจะให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรจะเลือกรับประทานผักและผลไม้ให้ถูกวิธี ซึ่งมีสิ่งที่ควรคำนึงถึง ..อ่านต่อคลิก

5 เหตุผลบอกลาความคิด “ก็รู้ว่าผักมันดี แต่ไม่กิน”

ทุกวันนี้คนไทยกินผักและผลไม้น้อยยยยย..มาก เฉลี่ยแค่วันละ 186 กรัมเท่านั้น ทั้งๆที่องค์การอนามัยโลก( WHO) แนะนำว่าคนเราควรกินผักผลไม้ อย่างน้อยวันละ 400 กรัม ใช่ องค์การอนามัยโลกแนะนำให้กิน วิชาสุขศึกษา คุณครูพ่อแม่ผู้ปกครอง นักวิชาการ หรือใครๆ ก็บอกว่า กินผักเยอะมันดีมีประโยชน์ แต่เชื่อเลยว่า จะต้องมีคนตอบว่า “ก็รู้ว่ามันดี แต่….” ..อ่านต่อคลิก