กินผักแบบปราชญ์ชาวบ้าน โจน จันได แบบไหนที่ปลอดภัย และดีกับตัวคุณ

โจน จันไดเชื่อว่าหลายคนเคยได้ยินชื่อนี้ เขาคือผู้ชายที่สอนคนให้สร้างบ้านดิน ชวนคนให้กินอาหารที่ทำเองปลูกเอง แถมยังทำเรื่องใหญ่ที่ไม่มีใครคิดทำ อย่างการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์เพื่อเป็นสมบัติแก่คนไทยต่อไป แต่ที่สำคัญคือการเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนยุคใหม่ลองถอยชีวิตกลับไปมีความสุขกับธรรมชาติ จนถึงขนาดถูกเชิญให้ไปพูดตามเวทีระดับโลกมาแล้วหลายครั้ง

ดังนั้นเมื่อเราถามคุณโจน จันได ถึงเรื่องการกินผักผลไม้ ที่ตอนนี้หลายคนอาจกำลังกังวลว่าจะกินดีไหม ทั้งที่รู้ว่าดีต่อร่างกาย แต่ข่าวการใช้สารเคมีก็น่ากลัว คุณโจน จันได ก็ได้ให้คำแนะนำ และทางออกสำหรับเราทุกคน ตามมาฟังกัน

ก่อนอื่นอยากให้รู้ว่า ผักอินทรีย์กับผักเคมีต่างกันมากเรื่องคุณภาพ คือผักอินทรีย์จะแข็งแรงกว่า มีสารอาหารครบ มีภูมิคุ้มกัน มีการป้องกันตัวเองได้ดี เติบโตมาอย่างสมบูรณ์ เวลากินจะมีทุกรส มีฝาด มีหวาน มีขม มีเปรี้ยว มีจืด ส่วนผักเคมีเหมือนกับชีวิตสังเคราะห์ขึ้นมาจากเคมี โตเร็ว อ้วน ดูสวย แต่ไม่มีสารอาหารเพียงพอ รสชาติพืชผักเคมีจะจืด

ผักอินทรีย์ที่รสชาติเข้มข้น แสดงถึงสารอาหารที่หลากหลายและมีมาก

นอกจากนี้ผมเคยลองเอาข้าวเคมีกับข้าวอินทรีย์  หุงพร้อมกันแล้วก็เอามาตั้งไว้ พบว่าข้าวอินทรีย์เน่าเร็วกว่าข้าวเคมี เพราะว่าในข้าวอินทรีย์มีสารอาหารมากกว่า ดังนั้นจุลินทรีย์จึงเติบโตและขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว แต่ข้าวเคมี สารอาหารมันน้อย จุลินทรีย์เลยโตช้ากว่า

คุณโจน จันได ได้ขยายความที่มาของผักผลไม้เคมี ว่าเป็นผลมาจากวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ ปลูกผักผลไม้เพื่อตอบสนองความต้องการตลาด ทำให้ต้องใช้สารเคมีเพื่อสร้างผลผลิตให้ได้ทันเวลาและได้จำนวนที่ตลาดต้องการ เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาให้มีกลไกเฉพาะตัว ใช้เมล็ดพันธุ์ชนิดโตเร็ว แต่ก็โตด้วยการพึ่งพาสารเคมี เนื่องจากผักผลไม้เหล่านั้นมักอ่อนแอ โรคภัยรุมเร้าได้ง่าย ไม่สามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเองตามธรรมชาติ

ได้ยินแบบนี้ อย่าเพิ่งกลัวจนไม่กล้ากินผักผลไม้ เพราะคุณโจนได้แนะนำวิธีง่ายๆ ในการเลี่ยงสารเคมี และยังได้กินผักผลไม้ที่มีประโยชน์

เราควรเลือกกินผักตามฤดูกาล ซึ่งก็คือผักที่โตตามธรรมชาติในฤดูกาลนั้นๆ เช่น ผักหน้าฝน ก็จะเป็นพวกพริก มะเขือ ข้าวโพด ฟักทอง แตงกวา ถั่ว พืชที่เป็นต้น หรือเป็นเถา พวกมันหรือฟักทอง ส่วนผักหน้าหนาวก็จะเป็นผักต้นเตี้ยหรือเป็นพุ่ม พวกผักกาด ผักคะน้า กวางตุ้ง กะหล่ำ บรอกโคลี ผักสลัด มะเขือเทศ

ส่วนผักหน้าร้อนนี้ก็อย่าง ชะอม ผักติ้ว ผักเม็ก ผักเสม็ด ผักกระโดน ผักอีรอก ดอกกระเจียว เนื่องจากผักตามฤดูกาลเติบโตเองตามธรรมชาติ จึงแทบไม่ต้องดูแล ไม่ต้องใช้สารเคมี รสชาติจะดี แข็งแรง ลูกดก

แต่ถ้าฝืนฤดูกาลเมื่อไหร่ปุ๊บ จะต้องดูแลมากขึ้น คนปลูกต้องฉีดยาอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ทั้งยากันเชื้อรา ยาแก้โรคเปื่อย โรคเน่าอะไรต่าง เยอะมาก

ญาติผมปลูกขึ้นฉ่ายกับผักชีจีน 1 ไร่ได้เงินแสนภายใน 3 เดือน ได้เงินเยอะจริง แต่ที่สูงไปกว่านั้นก็คือทุนทางสุขภาพ เขาทำมาประมาณ 4 ปี ตอนนี้เป็นอัมพาตแล้ว ลุกไม่ได้ อันนี้คือต้นทุนที่เราไม่คิดถึง ผักนอกฤดูกาล ทำให้คนปลูกก็เป็นทุกข์ คนกินก็เจ็บป่วย ทุกคนเจ็บป่วย

นอกจากนี้คุณโจนยังได้แนะนำการเลือกกินผักผลไม้ที่มีแหล่งที่มาที่ไปชัดเจน ซึ่งหมายถึงผักพื้นบ้านที่ทั้งถูกกว่า หาง่ายกว่า และปลอดจากสารเคมีอีกด้วย

ถ้าคุณเอาแต่กินผักยอดนิยม ยังไงก็เสี่ยงเจอสารพิษ แต่ถ้าหันมา กินผักผลไม้ตามฤดูกาล รวมถึงผักผลไม้พื้นบ้าน เช่น กล้วยน้ำว้า ไม่มีใครเอายาไปฉีดหรอก เพราะราคาถูก ปลูกง่าย หาได้ทั่วไป แต่พอหันไปกินกล้วยหอมปั๊บ เสี่ยงโดนสารเคมีแน่ๆ เพราะมันขายได้ราคาดี ยิ่งถ้าต้องปลูกขายนอกฤดู ก็ต้องกระตุ้น ต้องป้องกันโรค นั่นแปลว่าต้องใช้สารเคมีสูงขึ้นตามมา

ผักพื้นบ้านที่จะปลอดสารเคมี เช่น พวกปลีกล้วย ผักเชียงดา ผักกระเฉด ที่มาจากแม่น้ำนะ ไม่ใช่จากสวน ผักหวานบ้าน ผักหวานป่า ผักติ้ว ลองหัดทำเมนูง่าย ปรุงแต่งน้อยๆ จากผักพื้นบ้าน เช่น พวกผักหวานบ้าน ผักชายา หรือบางคนก็เรียกคะน้าเม็กซิกัน ผักโขมธรรมดา ยอดฟักทอง พวกนี้เป็นผักที่เราสามารถเอามาปรุงง่ายๆ ไม่ต้องทำอะไรมาก ไม่ต้องใส่น้ำมันหอย แค่ผัดด้วยน้ำมันหมูแล้วก็โรยเกลือไปนิดนึง แค่นี้ก็อร่อยมาก

ถ้าใครชอบกินราดหน้า กินข้าวขาหมู ที่ปกติต้องใส่ผักคะน้า ลองเปลี่ยนเป็นผักชายาแทน ผักชายาเป็นผักที่ไม่ต้องดูแล แม้แต่น้ำยังไม่ต้องรดเลย เด็ดเมื่อไรมันก็จะแตกออกใหม่ตลอด ปลูกครั้งเดียวกินทั้งชีวิต จะลวกจะผัดจะทำเมนูอะไรก็อร่อย หรืออย่างผักหวาน หรือไม่ก็พวกยอดมันเทศ ยิ่งเด็ดยิ่งแตกยอด ปลูกง่ายเก็บกินได้ทั้งปี ช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการกินผักซ้ำๆจากตลาด

ก่อนจากกัน คุณโจน จันไดยังให้แง่คิดถึงการดูแลสุขภาพไว้อย่างน่าสนใจอีกด้วย

ถ้าคิดถึงเรื่องสุขภาพ เราก็ควรกินผักกันให้มากขึ้น เพราะเนื้อสัตว์ที่เรากินกันมากๆ ทุกวันนี้ มีกรดอะมิโนที่ร่างกายย่อยไม่ค่อยได้ ฉะนั้นกินเยอะไป ร่างกายก็เอาไปใช้ประโยชน์จริงๆได้ไม่มากนัก โดยเฉพาะคนที่อายุเกิน 25 ปีขึ้นไป ร่างกายไม่ได้ต้องการโปรตีนมาก แต่สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือวิตามินและเกลือแร่ ซึ่งอยู่ในผักผลไม้เป็นส่วนมาก แต่เรากลับกินผักผลไม้น้อยลง แต่ไปกินเนื้อมากขึ้น ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพมากขึ้นในปัจจุบัน

นอกจากนี้อย่ากินอะไรซ้ำซากจำเจ การกินแต่ข้าว หมู ไก่ ไข่ ทั้งชีวิต กินอยู่แค่นี้ มันคือวิกฤติทางอาหาร และวิกฤติทางสุขภาพ

ฟัง คุณโจน จันได พูดแล้วรู้สึกโดนทุกประโยค เจ็บปวดทุกวลี เพราะเราเองต่างก็อยากได้สุขภาพที่ดี แต่ก็อาจจะยังไม่ได้ลงมือทำอย่างจริงจังสักที ไหนๆ ก็เพิ่งผ่านปีใหม่มาไม่นาน ลองถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่เราจะหันมาดูแลร่างกายของเราให้ดีกว่าเดิมด้วยการกินผักผลไม้ให้มากขึ้น แบบทุกมื้อให้ผักนำดู   จะได้มีไม้กวาดธรรมชาติเข้าไปชะล้างสิ่งหมักหมมในลำไส้ แล้วยังมีภูมิต้านทาน  ร่ายกายจะได้ไม่เสี่ยงต่อโรคต่างๆ ดีกับสุขภาพของเราเอง และยิ่งดีใหญ่ถ้าได้ชวนคนที่เรารักกินผักนำไปด้วยกัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำไมต้องผลักดันให้ผักนำ

เราถูกบอกมาตั้งแต่เด็กแล้ว ให้กินผักเยอะๆ กินแล้วดีมีประโยชน์ แต่ไม่น้อยก็รอดพ้นวัยเด็กมาโดยไม่ต้องกินผักก็ได้ และยังบอกว่า นี่ไงไม่กินก็ไม่เห็นเป็นอะไร และที่เขาว่าดี ก็เหมือนจะรู้นะแต่น่าจะอ้ำๆอึ้งๆเมื่อให้บอกว่า มันดียังไงกันแน่ มานี่มา จะพาไปดูว่า การกินผักที่บอกว่าดี มีดีอะไรบ้าง ..อ่านต่อคลิก

5 วิธีลดเสี่ยงสารเคมี ที่จะทำให้คุณกินผักได้ปลอดภัยแถมได้ประโยชน์

ผักและผลไม้ เป็นอาหาร 2 หมู่ ในอาหารหลัก 5 หมู่ของไทย แม้ว่าการกินผักและผลไม้ จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันโรคและความเสื่อมสภาพของเซลล์ แต่ถ้าจะให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรจะเลือกรับประทานผักและผลไม้ให้ถูกวิธี ซึ่งมีสิ่งที่ควรคำนึงถึง ..อ่านต่อคลิก

5 เหตุผลบอกลาความคิด “ก็รู้ว่าผักมันดี แต่ไม่กิน”

ทุกวันนี้คนไทยกินผักและผลไม้น้อยยยยย..มาก เฉลี่ยแค่วันละ 186 กรัมเท่านั้น ทั้งๆที่องค์การอนามัยโลก( WHO) แนะนำว่าคนเราควรกินผักผลไม้ อย่างน้อยวันละ 400 กรัม ใช่ องค์การอนามัยโลกแนะนำให้กิน วิชาสุขศึกษา คุณครูพ่อแม่ผู้ปกครอง นักวิชาการ หรือใครๆ ก็บอกว่า กินผักเยอะมันดีมีประโยชน์ แต่เชื่อเลยว่า จะต้องมีคนตอบว่า “ก็รู้ว่ามันดี แต่….” ..อ่านต่อคลิก