เซย์โนสโลว์ไลฟ์ “ลดเวลานั่ง เพิ่มเวลายืน ยืดเวลาเดิน”

คนยุคปัจจุบันมักใช้เวลาอยู่ในภาวะเนือยนิ่งไปกับหน้าจอสี่เหลี่ยม ทั้งการเล่นมือถือ การใช้คอมพิวเตอร์ทำงาน การนอนดูทีวีที่หน้าโซฟา การดูหนังในโรงภาพยนตร์ หรือแม้แต่การมีภาวะเนือยนิ่งจากการทำงาน การเรียนหนังสือ และการเดินทางท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ

ดูเผินๆ อาจนึกว่าสโลว์ไลฟ์ แต่เอาเข้าจริง “พฤติกรรมเนือยนิ่ง” เหล่านี้ กำลังเป็นรูปแบบวิถีชีวิตที่อันตราย ทำร้ายสุขภาพผู้คนในสังคมปัจจุบัน จากการสำรวจของกลุ่มตัวอย่างของคนไทย โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าคนไทยมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง วันละเกือบ 14 ชั่วโมง ซึ่งไม่นับรวมเวลานอนหลับ จนก่อให้เกิดปัญหาสารพัดโรค ทั้งโรคหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคหัวใจ โรคอ้วนลงพุง ฯลฯ เป็นคอมโบชุดใหญ่ไฟกระพริบที่เป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตของประชาชนไทยปีละกว่า 10,000 คน

กล่าวได้ว่า การมีพฤติกรรมเนือยนิ่งและการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ เป็นเสมือนเพชฌฆาตเงียบที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของคนสมัยใหม่เลยก็ว่าได้ !

ได้ยินเช่นนี้ หลายคนอาจแอบเบะปากหาข้ออ้างในใจว่า ไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย ที่ทำงานไม่มีฟิตเนส แถวบ้านไม่มีสวนสาธารณะ หน้าที่การงานไม่เอื้ออำนวย ฯลฯ ทั้งๆ ที่การมีกิจกรรมทางกายนั้น ไม่ได้จำกัดเฉพาะการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเท่านั้น แต่สามารถรวมถึงการเคลื่อนไหวร่างกายใดๆ ที่ต้องใช้กล้ามเนื้อและพลังงานในชีวิตประจำวันทั่วไปก็ได้เช่นกัน

เอาเป็นว่าทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินไปกินข้าวมื้อกลางวันร้านที่ไกลกว่าร้านเจ้าประจำ การเปลี่ยนวิธีเดินทาง แทนที่จะนั่งแท็กซี่ ก็ลองเดินหรือปั่นจักรยานไปแทน แทนที่จะนั่งรถเมล์จนถึงปากซอยบ้านก็ลองลงก่อนถึงจุดหมาย เปลี่ยนจากการซักผ้าด้วยเครื่องมาเป็นการซักด้วยมือ เลิกใช้รีโมทประตูจะได้ลุกไปเปิดปิดเอง เอาของใช้ส่วนตัวไปเก็บบนหลังตู้จะได้ปีนขึ้นลงบ่อยๆ เปลี่ยนมาใช้การเดินขึ้นลงบันไดแทนลิฟต์ ตัดหญ้าเองโดยไม่ต้องจ้างคนมาทำสวน รถติดก็ชวนกันเปิดคลิปยืดเหยียดสนุกๆคลายเครียดได้ หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ ลองชวนคนทั้งครอบครัวมาช่วยกันจัดบ้านโยกย้ายเฟอร์นิเจอร์ นอกจากจะได้เหงื่อแล้ว ยังได้บ้านสวยสะอาดน่าอยู่ขึ้นเป็นของแถมอีกด้วย

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่า ถ้าต้องการมีสุขภาพที่ดี ป้องกันโรคไม่ติดต่อทั้งหลายได้ ควรมี “กิจกรรมทางกายระดับปานกลาง”  เป็นเวลาอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ซึ่งสามารถปรับกิจกรรมตามความเหมาะสมของแต่ละคน โดยเราอาจตั้งกฎเหล็กให้ตัวเองว่า อย่างน้อยต้องขอให้ได้ลุกมาขยับให้ได้เหงื่อ ให้เกิดความรู้สึกเหนื่อย ครั้งละ 10 นาทีขึ้นไป ต่อเนื่องกัน และทำเช่นนี้ในทุกๆ วัน หรือทุกครั้งที่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองอยู่นิ่งนานเกินไปแล้ว

 

ท่องไว้ในใจ ..สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้อง …ขยับ ขยับ ขยับ เท่านั้น !!!

 
กินแบบ 2:1:1 คืออะไร อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่  คลิกที่นี่
ยังมีเคล็ดลับ ลดพุง ลดโรค ดีๆ อีกมากมายที่ คลิกที่นี่
 

บทความที่เกี่ยวข้อง

เคล็ดลับกินข้าวนอกบ้านแบบ 2:1:1

“แค่หายใจก็อ้วนแล้ว” เป็นประโยคตัดพ้อโชคชะตา ของหลายๆคน ที่พยายามเท่าไร พุงก็ไม่ลด น้ำหนักก็ยังไม่ยอมลงกับเขาเสียที บางคนถึงกับยอมอดอาหาร หรือมองหายาวิเศษที่ขายกันเกร่อ เพราะหลงเชื่อในสรรพคุณที่เขาโฆษณากรอกหู แต่หารู้ไม่ว่า การลดน้ำหนักแบบผิดๆเหล่านี้ น้ำหนักตัวที่ลดลงทุกๆ 4 กิโลกรัม ..อ่านต่อคลิก

เปลี่ยนอาหารจานธรรมดา ให้เป็น 2:1:1

บางคนก็วิ่งกับเพื่อน บางคนก็วิ่งกับแฟน ไม่ก็วิ่งกับกลุ่มก๊วน ว่ากันว่าการวิ่งมีความคล้ายอุปทานหมู่ คือพอมีคนวิ่งด้วยเราจะมีกำลังใจ และวิ่งได้สนุกขึ้น ดังนั้นก่อนจะถึงงาน Thai Health Day Run งานวิ่งประจำปีที่เหมาะกับทั้งนักวิ่งหน้าเก่า และนักวิ่งหน้าใหม่ เราจึงอยากชวนคุณให้มาลองสร้างก๊วนวิ่งกัน ..อ่านต่อคลิก

ตอบปัญหาคาใจ กินยังไงให้ลดพุง

ทำไมอดแล้วไม่ผอม ? หลายคนยิ่งอดก็ยิ่งอ้วน เพราะเมื่อคนเราไม่ได้รับสารอาหารหรือได้รับไม่เพียงพอ ร่างกายก็จะเกิดการปรับตัวรับมือกับ “ภาวะขาดอาหาร” เพื่อรักษาชีวิตให้อยู่ต่อไป โดยพยายามลดการเผาผลาญพลังงาน ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิต่ำลง การทำงานของกระเพาะอาหารก็จะลดลง รวมทั้งการเผาผลาญไขมันก็จะมีประสิทธิภาพลดต่ำตามไปด้วย ..อ่านต่อคลิก